ระบบโทรศัพท์ ส่วนประกอบ วงจรโทรศัพท์ สัญญาณโทรศัพท์ วิธีใช้งาน

ระบบโทรศัพท์ ส่วนประกอบ วงจรโทรศัพท์ สัญญาณโทรศัพท์ วิธีใช้งาน

ระบบโทรศัพท์ ตู้สาขาโทรศัพท์ PABX (Private Automatic Branch Exchange)      คือ ระบบชุมสายโทรศัพท์สำนักงานอัตโนมัติทำหน้าที่เชื่อมต่อ (switch) ระหว่างองค์การโทรศัพท์กับโทรศัพท์ภายในอาคารแบบ digital ISDN Trunk (DID direct inverse dialing)เป็นระบบโทรศัพท์ดิจิตอลอัตโนมัติ สำหรับใช้สายภายในของท่านด้วยเลขหมาย 4 หลัก และสามารถรับสายเรียกเข้าแบบต่อเข้าตรงโดยไม่ต้องผ่านพนักงานรับสาย (Operator) ระบบตู้สาขาโทรศัพท์ที่นิยมใช้มีอยู่ 2 ระบบได้แก่ อนาล็อก แบบ Switching PBX และแบบดิจิตอล หรือแบบ IP-PBX ซึ่งสามารถอธิบายให้เข้าใจถึงหลักการทำงานโดยละเอียดได้ดังนี้ ตู้สาขาโทรศัพท์แบบอนาล็อกหรือแบบ Switching PBX      เป็นระบบที่ได้รับความนิยมมากในสมัยก่อน แต่ปัจจุบันได้รับความนิยมลดน้อยลงไปอย่างมาก ใช้สายโทรศัพท์แบบเส้นเล็กสีเหลือง ซึ่งมีทั้งแบบ 2 สายและแบบ 4 สาย วิธีการทำงานก็คือ ต้องมีพนักงาน 1 คน ทำหน้าที่เป็นโอเปอเรเตอร์ สำหรับนั่งคอยต่อสายภายในไปยังแผนกต่างๆ วิธีการคือรับสายเพื่อสอบถามต้นสายว่าต้องการติดต่อกับแผนกไหน จากนั้นก็จะทำการต่อสายโดยการเอาสายโทรศัพท์ที่ต่อกับหัว RJ-11 ตู้สาขาโทรศัพท์แบบดิจิตอลหรือแบบ IP-PBX      มาจากคำว่า IP (Internet Protocol) PBX (Private Branch Exchange) ซึ่ง IP-PBX เป็นการรวมเทคโนโลยีของ ระบบโทรศัพท์พื้นฐาน ที่ใช้กันทั่วไปรวมเข้ากับ      เครื่องโทรศัพท์ ที่มีใช้งานอยู่ในปัจจุบัน มีอยู่หลายรูปแบบ หลายรูปร่าง หลายขนาดหลายราคา มีทั้งแบบรูปที่ทันสมัย หรือแบบทรงโบราณ บางรุ่นมีหน่วยความจำ หรือมีปุ่มอำนวยความสะดวกมากมาย มีทั้งแบบกดปุ่มหรือแบบหมุน ให้ประชาชน ได้เลือกใช้ตามความต้องการ แต่อย่างไรก็ตามเครื่องโทรศัพท์ทุกเครื่องมีหน้าที่เหมือนกันคือ ใช้สำหรับสนทนากัน ส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามานั้นเป็นการช่วยให้เกิดความสะดวกสบาย ในการใช้งานมากยิ่งขึ้นนั่นเอง. ส่วนประกอบเบื้องต้นของเครื่องโทรศัพท์ เนื่องจากเครื่องโทรศัพท์ที่อยู่ในท้องตลาดปัจจุบันนี้ จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมเข้าไปมากมาย แท้จริงแล้วถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้เครื่องโทรศัพท์ก็สามารถทำงานได้ ดังนั้นจึงขอกล่าวเฉพาะส่วนประกอบเบื้องต้นที่สำคัญจริง ๆ เท่านั้น 1. ปากพูด (Transmitter)      โดยทั่วไป เราเรียกว่า “ปากพูด” อุปกรณ์ตัวนี้แท้จริงแล้วก็คือ ไมโครโฟน (Microphone) ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนเสียงพูดให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า ปากพูดที่ใช้อยู่ ในเครื่องโทรศัพท์ปัจจุบันมี 3 แบบ คือ 1. คาร์บอน (Carbon) 2. ไดนามิกส์ (Dynamic) 3. คอนเดนเซอร์ (Condenser) เครื่องรุ่นใหม่ ๆ จะนิยมใช้ คอนเดนเซอร์ เป็น ปากพูด เพราะขนาดเล็ก ราคาถูก ความไวสูงกว่าแบบอื่น ๆ 2. หูฟัง (Receiver)      โดยทั่วไปเรียกว่า “หูฟัง” ซึ่งก็คือ ลำโพง (Speaker) ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าเป็นสัญญาณเสียง ลักษณะโครงสร้างของ หูฟัง อาจไม่เหมือนลำโพง ทั่ว ๆ ไปนักเพราะต้องออกแบบให้มีขนาดเล็กและอยู่ในรูปร่างที่ถูกจำกัดไว้ด้วยพื้นที่ แต่หลักการทำงานก็ยังคงเหมือนเดิม 3.ฮุคสวิตช์ (Hook Switch)      ลักษณะของ ฮุคสวิตช์ ก็คือ สวิตช์ 2 ทาง ทำหน้าที่เลือกว่าจะให้สายโทรศัพท์ต่อเข้ากับวงจรกระดิ่ง (Ringer) หรือต่อกับวงจรปากพูดหูฟัง ในขณะที่ไม่มีการใช้โทรศัพท์ ฮุคสวิตช์จะต่อสายโทรศัพท์ (L1 , L2) เข้ากับวงจรกระดิ่ง แต่เมื่อมีการยกหู ฮุคสวิตช์จะต่อสายเข้ากับวงจรปากพูดและหูฟังทันที โดยตัดวงจรกระดิ่งออกไป ฮุคสวิตช์จะทำงานเมื่อมีการยกหูหรือวางหูเพราะหูฟังโทรศัพท์ (Hand Set) จะวางทับฮุคสวิตช์ไว้เวลายกขึ้นก็จะปล่อย เวลาวางหูฟังโทรศัพท์ ลงก็จะทับ ทำให้ ฮุคสวิตช์ทำงาน 4. หูฟังโทรศัพท์ (Hand Set)      หูฟังโทรศัพท์ โดยทั่วไปเรียกว่า “มือถือ” หรือ หูฟังโทรศัพท์ ดังเช่นเราพูดว่า “ถือหูโทรศัพท์” หรือ “ยกหูโทรศัพท์” [...]
PERSONET – SPLICE ทดสอบ เข้าหัวสาย FIBER OPTIC

Personet – Splice ทดสอบ เข้าหัวสาย Fiber Optic

บริการ SPLICE ทดสอบ เข้าหัวสาย FIBER OPTIC      บริการรับ สไปสายไฟเบอร์ ( เชื่อมต่อสายไฟเบอร์ ) Splice สาย Fiber optic ใยแก้วนำแสง รับเข้าหัวสาย Fiber ด้วยเครื่อง DTX1800 โดยทีมงานมืออาชีพ รวมถึง รับทดสอบ สายไฟเบอร์ออฟติก OTDR Report Fiber ออก Report สาย Fiber สนใจติดต่อบริการ Tel : 081-839-0789 หรือ 02-860-8788 E-mail : [email protected] วิธีการอ่านค่าผลทดสอบสายใยแก้วนำแสง ( Fiber Optic Cable) ค่าต่างๆที่อ่านได้ในผลทดสอบ 1. ค่า A-B Distance คือ ค่าความยาวของสายใยแก้วนำแสงที่ทำการวัดได้จากการติดตั้ง หน่วยเป็น เมตร (m) 2. ค่า A-B Loss คือ ค่าการลดทอนสัญญาณของสายใยแก้วนำแสงที่ทำการวัดได้จากการติดตั้ง หน่วยเป็น เดซิเบล (dB) หมายเหตุ ตารางแสดงค่า Optical fiber cable transmission performance parameters (ANSI/TIA-568-C.3) • ตามมาตรฐาน ANSI/TIA-568-C.3 Cable Loss ของสายใยแก้วนำแสง ชนิด Single mode จะมีค่าประมาณ 0.0005dB/m (1310nm) และ 0.0005dB/m (1550nm) ส่วนสายใยแก้วนำแสง ชนิด Multimode จะมีค่าประมาณ 0.0035dB/m (850nm) และ 0.0015dB/m (1300nm) • ตามมาตรฐาน ANSI/TIA-568-C.3 Connector Loss ของในแต่ละหัวต่อจะมีค่าไม่เกิน 0.75 dB • ตามมาตรฐาน ANSI/TIA-568-C.3 Splice Loss ของในแต่ละจุดเชื่อมต่อจะมีค่าไม่เกิน 0.3 dB สูตรที่ใช้ในการคำนวณ Channel Loss = (Cable Loss x Length) + (Connector Loss x Point) + (Splice Loss x Point) วิธีการคำนวณค่า Channel Loss 1. นำค่า Cable Loss ของสายใยแก้วนำแสงแต่ละชนิด (dB/m) x ค่า A-B Distance ของสายใยแก้วนำแสง (m) 2. นำค่า Connector Loss (dB) x จำนวนจุด 3. นำค่า Splice Loss (dB) x จำนวนจุด 4. นำค่าที่ได้ใน ข้อที่ 1 + ข้อที่ 2 + ข้อที่3 ดังนั้นจะได้ค่า Channel Loss ที่ได้จากการคำนวณ เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับค่า A-B Loss ที่วัดได้จากเครื่อง OTDR   ตัวอย่างที่ 1 การคำนวณค่า Channel Loss ของสายใยแก้วนำแสงชนิด Multimode ที่ความยาวคลื่น 850nm ความยาวสาย 200 m มีจุดต่อ Connector 2 จุด โดยไม่มีจุดต่อแบบ Splice 1. (Cable [email protected] [...]