ทดสอบสาย LAN

ทดสอบสาย Lan ด้วยเครื่อง DTX-1800 ออก Report สาย Lan

ทดสอบสาย Lan ด้วยเครื่อง DTX-1800 บริการรับทดสอบสาย Lan ด้วยเครื่อง DTX-1800    ออก Report สาย Lan สนใจติดต่อ 081-839-0789 หรือ 02-860-8788 E-mail : [email protected]ersonet.co.th Personet ผู้ให้บริการงานด้าน ระบบเเลน (LAN), รับเดินสาย lan, เดินสายแลน, รับติดตั้งระบบ lan, รับเดินสายแลน ราคาถูก, รับเดินสายแลน, ติดตั้งระบบ lan, วางระบบ lan, เดินสาย lan, ติดตั้งระบบแลน, ติดตั้งแลน, รับเดินสายแลน, วางระบบแลน, รับทดสอบสาย lan, งานเดินสายแลน, เดินสายแลน กรุงเทพ, ทั่วประเทศ, การันตีคุณภาพ อันดับ 1 ในวงการ LAN link ware ข้อมูลการเดินสาย Lan ทดสอบสาย LAN       Ethernet LAN                 หากต้องการสร้างเครือข่ายเพื่อใช้งานในสำนักงาน หรือสำหรับให้เครื่องคอมพิวเตอร์ใช้เป็นช่อง ทางการสือสารข้อมูลถึงกัน จะต้องรู้อะไรบ้าง                 การทำให้เครืองคอมพิวเตอร์สื่อสารข้อมมูลกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ ได้คุณจำเป็นต้องรู้ก่อนว่ามี เทคโนโลยีใดบ้างที่สามารถนำมาสร้องเครือข่าย เพื่อเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน Ethernet LANเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่นิยมใช้มากในปัจจุบัน เนื่องจากให้ความเร็วสื่อสารที่สูง ราคาอุปกรณ์ค่อนข้างถูก และหาซื้อได้ง่าย     Fast Ethernet                 เป็นเทคโนโลยีเครือข่ายที่มีความเร็วสื่อสารข้อมูล สูงสุด 100 Mbps แบ่งเป็น  3 ประเภท คือ 100BaseTX, 100BaseFX และ 100BaseT4  ซึ่งการสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานในบ้าน หรือ สำนักงานส่วนใหญ่จะใช้เทคโนโลยี Fast Ethernet 100BaseTx ซึ่งมีลักษณะโครงสร้างการเชื่อมต่อทางกายภาพแบบ Star โดยใช้  Hub หรือ Switch ทำหน้าที่เป็นการเชื่อมโยงและใช้สายสัญญาณ UTP CAT5 เชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ADSL Router ,Access Point, Print Server  ฯลฯ เข้าสู่ Hub/Switch อีกที สายสัญญาณ UTP ที่ใช้จะต้องยาวไม่เกิน 100 เมตร ตามมาตรฐาน รูป 1 ลักษณะทางกายภาพการเชื่อมต่อของเครือข่าย Fast Ethernet  100BaseTX     Gigabit Ethernet                 เป็นเทคโนโลยีเครือข่ายที่มีความเร็วสื่อสารข้อมูลสูงสุดถึง 100 Mbps หรือมีความเร็วเป็น 10 เท่าของ Fast Ethernet แบ่งเป็น  2  มาตรฐานใหญ่ๆ คือ IEEE802.3z และ IEEE802.3ab โดยสำนักงานส่วนใหญ่นิยมใช้เทคโนโลยี Gigabit Ethernet แบบ 1000BaseT ลักษณะโครงสร้างการเชื่อมต่อทางกายภาพแบบ Star และใช้สัญญาณ UTP CAT5e หรือสูงกว่า (ปัจจุบันมีถึง CAT7) รูป2 ลักษณะทางกายภาพการเชื่อมต่อของเครือข่าย Gigabit Ethernet  1000BaseT                 จากภาพจะเห็นความแตกต่างระหว่าง Fast Ethernet และ Gigabit Ethernet ยังมีความคล้ายคลึงกันสำหรับ Gigabit Ethernet  อุปกรณ์ที่ใช้งานต้องรองรับเทคโนโลยี Gigabit Ethernet   และใช้สัญญาณ [...]
รับเดินสายโทรศัพท์

การเดินสายโทรศัพท์ภายในอาคารทำอย่างไร ? | Personet

การเดินสายโทรศัพท์ภายในอาคารทำอย่างไร? ทุกๆวันแทบทุกอาคาร ตามบ้านเรือนต่างๆ ก็มักจะมีโทรศัพท์ เพื่อเอาไว้ติดต่อสื่อสารกัน มาดูวิธีการเดินสายโทรศัพท์ภายในอาคารที่บริษัทรับเดินสายโทรศัพท์มักจะทำกัน ว่าจะมีวิธีการติดตั้งเดินสายโทรศัพท์อย่างไรบ้าง มีอุปกรณ์อะไรที่ต้องใช้บ้าง   สถานที่ในการติดตั้งเครื่องโทรศัพท์ ก่อนจะเริ่มการติดตั้งเครื่องโทรศัพท์หรือเดินสายโทรศัพท์นั้น เราต้องทำการเลือกสถานที่ที่มีตำแหน่งเหมาะสมและสะดวกในการใช้งานก่อน ความดังของเสียงกริ่งที่จะได้ยิน และความเป็นส่วนตัวในการพูดคุยโทรศัพท์ ที่สำคัญเลยคือจะต้องเป็นจุดที่ไม่มีความชื้นมาก เพราะอาจทำให้โทรศัพท์ขัดข้องได้ง่าย   อุปกรณ์ที่ใช้ในการติดตั้ง 1.เครื่องโทรศัพท์ 2.สายโทรศัพท์ภายในอาคาร คือ สายที่ต่อจากอุปกรณ์กันฟ้าเข้าไปในตัวบ้านหรือตัวอาคารจนถึงตลับต่อสายโทรศัพท์ จะประกอบด้วย 2.1 สายโทรศัพท์ที่ใช้จะเป็นสายพีวีซี เมื่อปอกสายออกดูจะต้องมีเส้นลวดตัวนำ หรือเส้นลวดทองแดงอย่างน้อย 2 เส้น โดยจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางของลวดตัวนำหรือลวดทองแดงขนาด 0.65 มิลลิเมตร โดยจะปรากฎข้อความว่า “SIDE 0.65 mm.” หรือ “No.22 AWG” พิมพ์ติดไว้ที่บริเวณเปลือกสาย 2.2 อุปกรณ์รัดสาย สามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสมของตัวอาคาร คือ อาคารไม้ จะใช้ปืนยิงสายหรือเข้มขัดรัดสาย อย่างใดอย่างหนึ่ง และอาคารคอนกรีต จะใช้ปลิงเกาะสายหรือเข้มขัดรัดสาย 3.ตลับต่อสายโทรศัพท์ 4.ชุดอุปกรณ์ป้องกัน ประกอบด้วย เครื่องกั้นฟ้า และเหล็กดิน/สายดิน 4.1 เครื่องกั้นฟ้า คือ  อุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันไม่ให้กระแสไฟฟ้าจากการเกิดฟ้าผ่าทำความเสียหายกับเครื่องโทรศัพท์  เราจึงใช้เครื่องกันฟ้าเป็นจุดต่อเชื่อมระหว่างสายโทรศัพท์ภายนอกอาคารกับสายโทรศัพท์ภายในอาคาร 4.2 เหล็กดิน/สายดิน ในการฝังเหล็กดิน ต้องเป็นตำแหน่งที่อยู่ใกล้เครื่องกันฟ้ามากที่สุด โดยฝังเหล็กดินให้ปลายด้านบนจมลึกลงไปในพื้นดินประมาณ 30 เซนติเมตร     Cr. Secreta

ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ กล้องวงจรปิด

จะเลือกกล้องวงจรปิดอย่างไรดี ? | Personet

จะเลือกกล้องวงจรปิดอย่างไรดี? ทุกๆวันนี้เทคโนโลยีมีความก้าวหน้า เราสามารถตรวจสอบและดูแลสิ่งต่างได้จากกล้องวงจรปิด ซึงถือเป็นอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยอย่างหนึ่ง ซึ่งมีหลากหลายชนิดด้วยกัน เรามาดูกันดีกว่าว่าจะเลือกกล้องวงจรปิดอย่างไรให้เหมาะสมกับการใช้งาน 1.กล้องแบบโดม เหมาะสำหรับใช้ภายในอาคาร หรือห้องที่ไม่กว้างมาก และมีแสงสว่างที่ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นกล้องที่มีราคาถูก 2.กล้องโดมอินฟาเรด เหมาะสำหรับใช้ในอาคาร หรือในห้องที่ไม่กว้างมากนัก จะสามารถจับภาพในระยะไกลได้ดี และมีอินฟาเรดสามารถมองเห็นในที่มืดสนิทได้ 3.กล้องแบบทรงสี่เหลี่ยม (CS_MOUNT) ใช้ได้ทั้งภายใน และภายนอก ต้องใช้คู่กับเลนส์ ซึ่งสามารถเปลี่ยนขนาดโฟกัสของเลนส์ได้ ทำให้ได้ภาพตามพื้นที่ที่ต้องการ 4.กล้อง Infared เหมาะสำหรับใช้ทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะพื้นที่ที่มืดสนิทในตอนกลางคืน เพราะมีหลอด Infared ผลิตความถี่ให้เห็นในที่มืดสนิทได้   เมื่อรู้กันแล้วว่ากล้องวงจรปิดมีแบบไหนบ้าง คราวนี้ก็เลือกมาติดตั้งตามการใช้งานและความเหมาะสมกันเลย และเลือกร้านที่จำหน่ายกล้องวงจรปิดที่มีคุณภาพ อีกอย่างหนึ่งคืออย่าลืมหาบริษัทรับติดตั้งกล้องวงจรปิดที่มีฝีมือในการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย   Cr. gamebuzz

Fiber-optic-Lights

Fiber Optic คืออะไร? | Personet

Fiber Optic หรือเส้นใยแก้วนำแสง เป็นเส้นใยขนาดเล็กๆที่จะเป็นตัวกลางนำแสง โครงสร้างของเส้นใยแสงประกอบด้วยหลายๆส่วน ดังนี้ 1.ส่วนที่แสงเดินทางผ่านเรียกว่า CORE 2.ส่วนที่หุ้มCORE อยู่เรียกว่า CLAD ทั้ง CORE และ CLAD เป็น DIELECTRIC ใส 2 ชนิด ซึ่ง DIELECTRIC หมายถึงสารที่ไม่เป็นตัวนำไฟฟ้า เช่น แก้ว พลาสติก   ข้อดี-ข้อเสีย สายไฟเบอร์ออฟติก   ข้อดี 1.สายไฟเบอร์ออฟติก มีการลดทอนสัญญาณต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับ สายทองแดง ทำให้สายไฟเบอร์ออฟติกส่งสัญญาณได้ดี 2.เส้นใยแก้วนำแสงมีคุณสมบัติเป็นฉนวน ไม่นำไฟฟ้า เมื่อไปสัมผัสกับสายไฟเบอร์ออฟติกก็จะไม่ถูกไฟดูด เรียกได้ว่าเป็นอิสระทางไฟฟ้า 3.ไม่มีการรบกวนทางไฟฟ้า เพราะเป็นฉนวน จึงไม่มีการเหนี่ยวนำสัญญาณรบกวนจากภายนอกเข้ามา ทำให้ไม่มีผลกระทบในการรับ-ส่งสัญญาณ 4.สายไฟเบอร์ออฟติกมีค่าแบนวิดท์ (Bandeidth) ในการส่งข้อมูลมากกว่าสายทองแดง ทำให้สามารถบรรจุข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก 5.ข้อมูลมีความปลอดภัยสูง เพราะหากต้องการขโมยสัญญาณรั้น ต้องทำการตัด-ต่อกับเส้นใยนำแสงโดยตรง หรือต้องมีการใช้อุปกรณพิเศษซึ่งยากแก่การทำ 6.สายไฟเบอร์ออฟติกมีขานดเล็ก และมีน้ำหนักเบามาก เมื่อเทียบกับสายทองแดง 7.สายไฟเบอร์ออฟติก มีอายุการใช้งานที่นานมาก หากไม่มีอะไรมากระทำกับสาย   ข้อเสีย 1.สายไฟเบอร์ออฟติกไม่สามารถโค้งงอได้เท่าสายทองแดง เนื่องจากการโค้งงอมากๆจะทำให้สายเกิดค่าลดทอนสูง และอาจเกิดการแตกหักได้ 2.เปราะบาง และแตกหักง่าย เมื่อมีแรกมากระทำกับตัวสาย จึงต้องระวังมาก 3.การติดตั้งสายไฟเบอร์ออฟติกจะต้องใช้เครื่องมือเฉพาะที่มีราคาแพงในการเข้าหัว และจะต้องใช้ช่างที่มีทักษะความชำนาญ มีประสบการณ์มาติดตั้ง       รู้ถึงข้อดี-ข้อเสียของสายไฟเบอร์ออฟติกกันแล้ว หากใครที่ต้องการจะติดตั้งสายไฟเบอร์ออฟติก ก็เลือกบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในการรับเหมาเดินสายไฟเบอร์ออฟติกนะ จะได้ใช้งานได้อย่างยาวนานและมีประสิทธิภาพ ส่วนใครที่ติดตั้งไฟเบอร์ออฟติกอยู่แล้วบางบริษัทก็รับทดสอบสายไฟเบอร์ พร้อมกับมีใบทดสอบแสดงอย่างชัดเจน เพื่อเช็คว่าสายที่เราใช้อยู่นั้นมีประสิธิภาพมากแค่ไหน      

รับเดินสายแลน

วิธีการเดินสายแลน | Personet

วิธีการต่อสายเชื่อมระหว่างอุปกรณ์ในระบบแลนนั้นจะเรียกว่า “การเดินสายแลน” นิยมแบ่งเป็น 3 วิธีคือ 1.เดินสายแบบบัส 2.เดินสายแบบริง 3.เดินสายแบบสตาร์ ซึ่งในปัจจุบันจะพบการเชื่อมต่อแบบสตาร์ มากที่สุดเพราะ สามารถตรวจสอบหาข้อผิดพลาดได้ง่าย แต่วิธีการวางระบบแลนแบบอื่นก็น่าสนใจเช่นกัน มาดูวิธีการเดินสายในแต่ละแบบ 1.การเดินสายแบบบัส การเดินสายแบบบัสจะเหมือนกับการวางเส้นหลักแล้วมีเส้นแยกเข้าไปที่ PC ดังรูปที่ 1 โดยจะวางสายแลนเดินเป็นแกนกลางที่เรียกว่าบัสหรือแบ็กโบนเป็นเส้นหลัก แล้วตามจุดต่างๆ ระหว่างกลางของแบ็คโบนจะมีสายเชื่อมต่อไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เหมือน ที่ปลายสายทั้งสองข้างจะมีเทอร์มิเนเตอร์ต่ออยู่ รูปที่ 1 การเดินสายแบบบัส 2.การเดินสายแบบริง การเดินสายแบบริงหรือแบบวงแหวนจะเดินสายเป็นวง จากเครื่องแรกไปยังเครื่องสุดท้ายและวนกลับมายังเครื่องแรกอีกครั้ง ดังรูปที่ 2 การเดินสายแบบนี้มีในระบบเครือข่ายมานานแล้วแต่ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมนัก เนื่องจากหากจุดใดจุดหนึ่งในวงขาดจะทำให้เครื่องอื่นไม่สามารถส่งข้อมูลได้และอุปกรณ์มีราคาค่อนข้างสูง แต่การเชื่อมต่อวิธีนี้เป็นการส่งข้อมูลความเร็วสูงอีกวิธีหนึ่ง รูปที่ 2 การเดินสายแบบริง 3.การเดินสายแบบสตาร์ ระบบแลนที่เชื่อมต่อในลักษณะสตาร์นั้นสามารถพบเห็นได้โดยทั่วไป คือระบบที่คอมพิวเตอร์ โดยแต่ละเครื่องจะมีสายแลนเชื่อมไปที่ฮับที่เป็นตัวกลาง และหากเดินสายตรงออกจากฮับไปยังเครื่องที่ตำแหน่งต่างๆจะมีลักษณะคล้ายดาว จึงเรียกว่าการเชื่อมต่อแบบสตาร์ ดังรูปที่ 3 รูปที่ 3 รูปการเดินสายแบบสตาร์ เมื่อรู้แล้วว่าการติดตั้งระบบแลนมีรูปแบบใดบ้างแล้ว หากต้องติดตั้งสายแลน ก็มีหลายบริษัทที่รับเดินสายแลนอยู่มากมาย ลองเลือกพิจารณากันดูตามความเหมาะสมในการใช้งานนะ    

ระบบโทรศัพท์ ส่วนประกอบ วงจรโทรศัพท์ สัญญาณโทรศัพท์ วิธีใช้งาน

ระบบโทรศัพท์ ส่วนประกอบ วงจรโทรศัพท์ สัญญาณโทรศัพท์ วิธีใช้งาน

ระบบโทรศัพท์ ตู้สาขาโทรศัพท์ PABX (Private Automatic Branch Exchange)      คือ ระบบชุมสายโทรศัพท์สำนักงานอัตโนมัติทำหน้าที่เชื่อมต่อ (switch) ระหว่างองค์การโทรศัพท์กับโทรศัพท์ภายในอาคารแบบ digital ISDN Trunk (DID direct inverse dialing)เป็นระบบโทรศัพท์ดิจิตอลอัตโนมัติ สำหรับใช้สายภายในของท่านด้วยเลขหมาย 4 หลัก และสามารถรับสายเรียกเข้าแบบต่อเข้าตรงโดยไม่ต้องผ่านพนักงานรับสาย (Operator) ระบบตู้สาขาโทรศัพท์ที่นิยมใช้มีอยู่ 2 ระบบได้แก่ อนาล็อก แบบ Switching PBX และแบบดิจิตอล หรือแบบ IP-PBX ซึ่งสามารถอธิบายให้เข้าใจถึงหลักการทำงานโดยละเอียดได้ดังนี้ ตู้สาขาโทรศัพท์แบบอนาล็อกหรือแบบ Switching PBX      เป็นระบบที่ได้รับความนิยมมากในสมัยก่อน แต่ปัจจุบันได้รับความนิยมลดน้อยลงไปอย่างมาก ใช้สายโทรศัพท์แบบเส้นเล็กสีเหลือง ซึ่งมีทั้งแบบ 2 สายและแบบ 4 สาย วิธีการทำงานก็คือ ต้องมีพนักงาน 1 คน ทำหน้าที่เป็นโอเปอเรเตอร์ สำหรับนั่งคอยต่อสายภายในไปยังแผนกต่างๆ วิธีการคือรับสายเพื่อสอบถามต้นสายว่าต้องการติดต่อกับแผนกไหน จากนั้นก็จะทำการต่อสายโดยการเอาสายโทรศัพท์ที่ต่อกับหัว RJ-11 ตู้สาขาโทรศัพท์แบบดิจิตอลหรือแบบ IP-PBX      มาจากคำว่า IP (Internet Protocol) PBX (Private Branch Exchange) ซึ่ง IP-PBX เป็นการรวมเทคโนโลยีของ ระบบโทรศัพท์พื้นฐาน ที่ใช้กันทั่วไปรวมเข้ากับ      เครื่องโทรศัพท์ ที่มีใช้งานอยู่ในปัจจุบัน มีอยู่หลายรูปแบบ หลายรูปร่าง หลายขนาดหลายราคา มีทั้งแบบรูปที่ทันสมัย หรือแบบทรงโบราณ บางรุ่นมีหน่วยความจำ หรือมีปุ่มอำนวยความสะดวกมากมาย มีทั้งแบบกดปุ่มหรือแบบหมุน ให้ประชาชน ได้เลือกใช้ตามความต้องการ แต่อย่างไรก็ตามเครื่องโทรศัพท์ทุกเครื่องมีหน้าที่เหมือนกันคือ ใช้สำหรับสนทนากัน ส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามานั้นเป็นการช่วยให้เกิดความสะดวกสบาย ในการใช้งานมากยิ่งขึ้นนั่นเอง. ส่วนประกอบเบื้องต้นของเครื่องโทรศัพท์ เนื่องจากเครื่องโทรศัพท์ที่อยู่ในท้องตลาดปัจจุบันนี้ จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมเข้าไปมากมาย แท้จริงแล้วถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้เครื่องโทรศัพท์ก็สามารถทำงานได้ ดังนั้นจึงขอกล่าวเฉพาะส่วนประกอบเบื้องต้นที่สำคัญจริง ๆ เท่านั้น 1. ปากพูด (Transmitter)      โดยทั่วไป เราเรียกว่า “ปากพูด” อุปกรณ์ตัวนี้แท้จริงแล้วก็คือ ไมโครโฟน (Microphone) ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนเสียงพูดให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า ปากพูดที่ใช้อยู่ ในเครื่องโทรศัพท์ปัจจุบันมี 3 แบบ คือ 1. คาร์บอน (Carbon) 2. ไดนามิกส์ (Dynamic) 3. คอนเดนเซอร์ (Condenser) เครื่องรุ่นใหม่ ๆ จะนิยมใช้ คอนเดนเซอร์ เป็น ปากพูด เพราะขนาดเล็ก ราคาถูก ความไวสูงกว่าแบบอื่น ๆ 2. หูฟัง (Receiver)      โดยทั่วไปเรียกว่า “หูฟัง” ซึ่งก็คือ ลำโพง (Speaker) ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าเป็นสัญญาณเสียง ลักษณะโครงสร้างของ หูฟัง อาจไม่เหมือนลำโพง ทั่ว ๆ ไปนักเพราะต้องออกแบบให้มีขนาดเล็กและอยู่ในรูปร่างที่ถูกจำกัดไว้ด้วยพื้นที่ แต่หลักการทำงานก็ยังคงเหมือนเดิม 3.ฮุคสวิตช์ (Hook Switch)      ลักษณะของ ฮุคสวิตช์ ก็คือ สวิตช์ 2 ทาง ทำหน้าที่เลือกว่าจะให้สายโทรศัพท์ต่อเข้ากับวงจรกระดิ่ง (Ringer) หรือต่อกับวงจรปากพูดหูฟัง ในขณะที่ไม่มีการใช้โทรศัพท์ ฮุคสวิตช์จะต่อสายโทรศัพท์ (L1 , L2) เข้ากับวงจรกระดิ่ง แต่เมื่อมีการยกหู ฮุคสวิตช์จะต่อสายเข้ากับวงจรปากพูดและหูฟังทันที โดยตัดวงจรกระดิ่งออกไป ฮุคสวิตช์จะทำงานเมื่อมีการยกหูหรือวางหูเพราะหูฟังโทรศัพท์ (Hand Set) จะวางทับฮุคสวิตช์ไว้เวลายกขึ้นก็จะปล่อย เวลาวางหูฟังโทรศัพท์ ลงก็จะทับ ทำให้ ฮุคสวิตช์ทำงาน 4. หูฟังโทรศัพท์ (Hand Set)      หูฟังโทรศัพท์ โดยทั่วไปเรียกว่า “มือถือ” หรือ หูฟังโทรศัพท์ ดังเช่นเราพูดว่า “ถือหูโทรศัพท์” หรือ “ยกหูโทรศัพท์” [...]
หลักการทำงานและชนิดของ ไฟเบอร์ออฟติค หรือใยแก้วนำแสง FIBER OPTIC

หลักการทำงานและชนิดของ ไฟเบอร์ออฟติค หรือใยแก้วนำแสง Fiber optic

FIBER OPTIC เส้นใยแก้วนำแสง      เส้นใยขนาดเล็กที่ทำหน้าที่เป็นตัวนำแสง โครงสร้างของเส้นใยแสงประกอบด้วยส่วนที่แสงเดินทางผ่านเรียกว่า CORE และส่วนที่หุ้มCORE อยู่เรียกว่า CLAD ทั้ง CORE และ CLAD เป็นDIELECTRIC ใส 2 ชนิด (DIELECTRIC หมายถึงสารที่ไม่เป็นตัวนำไฟฟ้า เช่น แก้ว พลาสติก) โดยการทำให้ค่าดัชนีการหักเหของ CLAD มีค่าน้อยกว่าค่าดัชนีการหักเหของCORE เล็กน้อยประมาณ 0.2 ~3% และอาศัยปรากฎการณ์สะท้อนกลับหมดของแสง สามารถทำให้แสงที่ป้อนเข้าไปใน CORE เดินทางไปได้นอกจากนั้นเนื่องกล่าวกันว่าเส้นใยแสงมีขนาดเล็กมากขนาดเท่าเส้นผมนั้นหมายถึง ขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางด้านนอกของ CLAD ซึ่งมีขนาดประมาณ 0.1 ม.ม. ส่วน CORE ที่แสงเดินทางผ่าน นั้นมีขนาดเล็กลงไปอีกคือประมาณหลาย um ~ หลายสิบ um (1 um=10-3mm) ซึ่งมีค่าหลายเท่าของความยาวคลื่นของแสงที่ใช้งาน ค่าต่างๆ เหล่านี้เป็นค่าที่กำหนดขึ้นจากคุณสมบัติการส่งและคุณสมบัติทางเมคานิกส์ที่ต้องการ เส้นใยแสงนอกจากมีคุณสมบัติการส่งดีเยี่ยมแล้วยังมีลักษณะเด่นอย่างอื่นอีกเช่น ขนาดเล็กน้ำหนักเบาอีกด้วย Optical Fiber ประกอบขึ้นมาจากวัสดุที่เป็น แก้ว (Glass Optical Fiber) พลาสติก (Plastic Optical Fiber) พลาสติกผสมแก้ว (Plastic Clad Silica ,PCS) ความรู้ด้าน FIBER OPTIC      ความต้องการในการขนส่งข้อมูลที่ความเร็วสูงขึ้นและระยะทางที่ไกลขึ้น นำไปสู่การ พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ การใช้ photons แทน electrons สำหรับการรับส่งสัญญาณ ผ่านเคเบิ้ล ทำให้ได้แบนด์วิดธ์ที่สูงขึ้นแต่ราคาต่ำลงอย่าง ไรก็ตาม แนวคิดในการส่ง ข่าวสาร โดยใช้แสงไม่ใช่ของใหม่ เพียงแต่ในทศวรรษหลังสุดนี้ สามารถที่จะนำวัสดุ และอุปกรณ์ ทางแสงที่ได้สร้างและพัฒนามาให้ใช้ประโยชน์ได้ ต่อไป      ข้อดี ของ fiber optic cables ที่ สร้างจากแก้วซึ่งเป็นฉนวน คือ สนามพลังงานที่ถูก ปล่อยออกมาจะไม่ถูกรบกวนและถูกดูดซับ แก้วเป็นวัสดุที่มีผลต่อการลดทอนน้อยมาก และเป็นอิสระจากการมอดูเลตทางความ ถี่ เมื่อเปรียบเทียบกับเคเบิลชนิดทองแดงแล้ว จะมีความสามารถในการรับส่งเหมือนกัน แต่ไฟเบอร์ออฟติกมีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา กว่ามาก และสุดยอดของออฟติกก็คือมีราคาถูกแม้ว่าจะพิจารณารวมถึงต้นทุนในการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ แล้วด้วยการพัฒนาต่อไปในอนาคตจะสามารถลดต้นทุนเครือข่ายไฟเบอร์ออฟติกได้มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านการผลิต การติดตั้ง การบำรุงรักษา และที่แน่ๆ ก็คือการใช้งานเครือข่าย การส่งข้อมูลไปบนไฟเบอร์ออฟติก คุณจะต้องมีอุปกรณ์กำเนิดแสงที่ถูกมอดูเลต โดยทั่วไปแล้วจะใช้เลเซอร์ไดโอดที่ทำหน้าที่ปล่อยพัลส์แสง (light pulse) เข้าไปยังไฟเบอร์ และที่ด้านตรงปลายทาง คุณก็ต้องมีอุปกรณ์ตรวนจับแสง (photo detector) ซึ่งมักจะเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำที่ทำงานคล้ายกับโซลาร์เซลด้วยการแปลงแสง ไปเป็นกระแสไฟฟ้าปัจจุบันไฟเบอร์ออฟติกทำงานกับแสงที่มีความยาวคลื่น ประมาณ 1µm ซึ่งตรงกับความถี่ 3·1014 Hz หรือ 300.000 GHz สำหรับเหตุผลทางเทคนิค อุปกรณ์ส่วนใหญ่ทำงานกับการการผสมของสัญญาณที่อาศัยความแรงของสัญญาณ (AM) ซึ่งจะส่งผลให้มีแบนด์วิดธ์เป็น 5 ถึง 10 GHz เมื่อเปรียบเทียบกับความถี่พาหะ (carrier frequency) แล้ว จะเห็นว่าน้อยมาก มันจะถูกจำกัดโดยเทคโนโลยีที่ใช้งานได้ การลดทอนของแสงใน glass fiber ขึ้นอยู่กับความยาวคลื่น มีค่าลดทอนต่ำสุดใน attenuation curve อยู่ในช่วง 1310 nm และ 1550 nm ระยะความกว้าง 100 nm โดย ประมาณบริเวณค่าดังกล่าวนี้ถูกเรียกว่า วินโดวส์ ซึ่งความถี่บริเวณในวินโดวส์นี้จะใช้สำกรับการส่งข้อมูล ไฟเบอร์ในปัจจุบันนี้ครวบคลุมหลายวินโดวส์ (1300/1400/1500/1600mm)      คุณ สามารถป้อนสัญญาณที่ความยาวคลื่นต่างกันในวินโดวเดียวกันเข้าไปในหนึ่งไฟ เบอร์ และที่ด้านปลายทางสัญญาณแสงจะถูกแยกออกได้ รูปแบบดังกล่าวนี้จะเป็นหลายช่องสัญญาณต่อวินโดว์โดยใช้ไฟเบอร์อันเดียวซึ่ง เรียกกันว่า wavelength-division multiplexing (WDM) เทคนิค อีกวิธีหนึ่งคือการส่งสัญญาณที่มีความยาวคลื่นต่างกันในลักษณะสองทิศทางโดย ผ่านไฟเบอร์อันเดียว วิธีการแบบนี้เรียกว่า bi-directional transmission ซึ่งสามารถจะลดจำนวนเคเบิลที่ต้องใช้ลง 50 % ชนิดของไฟเบอร์ปัจจุบัน นี้เคเบิลไฟเบอร์ทำจากซิลิกาเป็นส่วนใหญ่ ซิลิกาเป็นวัสดุบริสุทธิ์และยืดหยุ่นได้ [...]
PERSONET – SPLICE ทดสอบ เข้าหัวสาย FIBER OPTIC

Personet – Splice ทดสอบ เข้าหัวสาย Fiber Optic

บริการ SPLICE ทดสอบ เข้าหัวสาย FIBER OPTIC      บริการรับ สไปสายไฟเบอร์ ( เชื่อมต่อสายไฟเบอร์ ) Splice สาย Fiber optic ใยแก้วนำแสง รับเข้าหัวสาย Fiber ด้วยเครื่อง DTX1800 โดยทีมงานมืออาชีพ รวมถึง รับทดสอบ สายไฟเบอร์ออฟติก OTDR Report Fiber ออก Report สาย Fiber สนใจติดต่อบริการ 081-839-0789 หรือ 02-860-8788 E-mail : [email protected] วิธีการอ่านค่าผลทดสอบสายใยแก้วนำแสง ( Fiber Optic Cable) ค่าต่างๆที่อ่านได้ในผลทดสอบ 1. ค่า A-B Distance คือ ค่าความยาวของสายใยแก้วนำแสงที่ทำการวัดได้จากการติดตั้ง หน่วยเป็น เมตร (m) 2. ค่า A-B Loss คือ ค่าการลดทอนสัญญาณของสายใยแก้วนำแสงที่ทำการวัดได้จากการติดตั้ง หน่วยเป็น เดซิเบล (dB) หมายเหตุ ตารางแสดงค่า Optical fiber cable transmission performance parameters (ANSI/TIA-568-C.3) • ตามมาตรฐาน ANSI/TIA-568-C.3 Cable Loss ของสายใยแก้วนำแสง ชนิด Single mode จะมีค่าประมาณ 0.0005dB/m (1310nm) และ 0.0005dB/m (1550nm) ส่วนสายใยแก้วนำแสง ชนิด Multimode จะมีค่าประมาณ 0.0035dB/m (850nm) และ 0.0015dB/m (1300nm) • ตามมาตรฐาน ANSI/TIA-568-C.3 Connector Loss ของในแต่ละหัวต่อจะมีค่าไม่เกิน 0.75 dB • ตามมาตรฐาน ANSI/TIA-568-C.3 Splice Loss ของในแต่ละจุดเชื่อมต่อจะมีค่าไม่เกิน 0.3 dB สูตรที่ใช้ในการคำนวณ Channel Loss = (Cable Loss x Length) + (Connector Loss x Point) + (Splice Loss x Point) วิธีการคำนวณค่า Channel Loss 1. นำค่า Cable Loss ของสายใยแก้วนำแสงแต่ละชนิด (dB/m) x ค่า A-B Distance ของสายใยแก้วนำแสง (m) 2. นำค่า Connector Loss (dB) x จำนวนจุด 3. นำค่า Splice Loss (dB) x จำนวนจุด 4. นำค่าที่ได้ใน ข้อที่ 1 + ข้อที่ 2 + ข้อที่3 ดังนั้นจะได้ค่า Channel Loss ที่ได้จากการคำนวณ เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับค่า A-B Loss ที่วัดได้จากเครื่อง OTDR   ตัวอย่างที่ 1 การคำนวณค่า Channel Loss ของสายใยแก้วนำแสงชนิด Multimode ที่ความยาวคลื่น 850nm ความยาวสาย 200 m มีจุดต่อ Connector 2 จุด โดยไม่มีจุดต่อแบบ Splice 1. (Cable [email protected] x Length(m))  = [...]
ทดสอบสาย LAN

ทดสอบสาย Lan ด้วยเครื่อง DTX-1800 ออก Report สาย Lan

ทดสอบสาย Lan ด้วยเครื่อง DTX-1800 บริการรับทดสอบสาย Lan ด้วยเครื่อง DTX-1800    ออก Report สาย Lan สนใจติดต่อ 081-839-0789 หรือ 02-860-8788 E-mail : [email protected] Personet ผู้ให้บริการงานด้าน ระบบเเลน (LAN), รับเดินสาย lan, เดินสายแลน, รับติดตั้งระบบ lan, รับเดินสายแลน ราคาถูก, รับเดินสายแลน, ติดตั้งระบบ lan, วางระบบ lan, เดินสาย lan, ติดตั้งระบบแลน, ติดตั้งแลน, รับเดินสายแลน, วางระบบแลน, รับทดสอบสาย lan, งานเดินสายแลน, เดินสายแลน กรุงเทพ, ทั่วประเทศ, การันตีคุณภาพ อันดับ 1 ในวงการ ทดสอบสาย Lan ด้วยเครื่อง DTX Ethernet LAN Fast Ethernet Gigabit Ethernet อุปกรณ์สำหรับ Ethernet LAN LAN:Network Card RJ-45 Jack Plug(ตัวผู้) RJ-45 Jack Face(ตัวเมีย) คีมสำหรับเข้าหัว RJ-45 สามารถปลอกฉนวนหุ้มสาย UTP ขลิบสาย UTP และบีบหัวได้อย่างสะดวก เครื่องกดสาย Cable Tester เป็นเครื่องมือสำคัญที่มีไว้ใช้ตรวจสอบสัญญาณ UTP ก่อนที่จะนำไปเชื่อมต่อกับระบบจริง การอ่านผลการทดสอบ จาก Cable Tester American Standard wire Gauge (AWG) มาตรฐานการจัดเรียงสายสัญญาณ TIA:EIA 568A และ TIA:EIA 568B การเข้าหัวแบบไขว้ (Cross Cable) ทฤษฏีเบื้องต้นของสายสัญญาณ UTP       Ethernet LAN                 หากต้องการสร้างเครือข่ายเพื่อใช้งานในสำนักงาน หรือสำหรับให้เครื่องคอมพิวเตอร์ใช้เป็นช่อง ทางการสือสารข้อมูลถึงกัน จะต้องรู้อะไรบ้าง                 การทำให้เครืองคอมพิวเตอร์สื่อสารข้อมมูลกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ ได้คุณจำเป็นต้องรู้ก่อนว่ามี เทคโนโลยีใดบ้างที่สามารถนำมาสร้องเครือข่าย เพื่อเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน Ethernet LANเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่นิยมใช้มากในปัจจุบัน เนื่องจากให้ความเร็วสื่อสารที่สูง ราคาอุปกรณ์ค่อนข้างถูก และหาซื้อได้ง่าย     Fast Ethernet                 เป็นเทคโนโลยีเครือข่ายที่มีความเร็วสื่อสารข้อมูล สูงสุด 100 Mbps แบ่งเป็น  3 ประเภท คือ 100BaseTX, 100BaseFX และ 100BaseT4  ซึ่งการสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานในบ้าน หรือ สำนักงานส่วนใหญ่จะใช้เทคโนโลยี Fast Ethernet 100BaseTx ซึ่งมีลักษณะโครงสร้างการเชื่อมต่อทางกายภาพแบบ Star โดยใช้  Hub หรือ Switch ทำหน้าที่เป็นการเชื่อมโยงและใช้สายสัญญาณ UTP CAT5 เชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ADSL Router ,Access Point, Print Server  ฯลฯ เข้าสู่ Hub/Switch อีกที สายสัญญาณ UTP ที่ใช้จะต้องยาวไม่เกิน 100 เมตร ตามมาตรฐาน รูป 1 ลักษณะทางกายภาพการเชื่อมต่อของเครือข่าย Fast Ethernet  100BaseTX     Gigabit Ethernet               [...]